แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ News แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ News แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

UARS ตกแล้ว

หลังจากที่มีข่าวเรื่อง UARS กันพักใหญ่
ในที่สุด UARS ก็ได้ตกลงสู่โลกแล้ว และได้รับการยืนยันโดยนาซา

การตกครั้งนี้ลงสู่โลกครั้งนี้ได้ตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณนอกชายฝั่งอลาสกา
การตกครั้งนี้ผิดจากความคาดหมายที่คากว่าจะตกในประเทศออสเตรเลียหรือบนบก
ซึ่งก็นับว่าเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่ดาวเทียมตกลงสู่มหาสมุทร

แถลงการณ์ของนาซา
Sat, 24 Sep 2011 02:46:42 PM GMT+0700
NASA’s decommissioned Upper Atmosphere Research Satellite fell back to Earth between 11:23 p.m. EDT Friday, Sept. 23 and 1:09 a.m. EDT Sept. 24. The Joint Space Operations Center at Vandenberg Air Force Base in California said the satellite penetrated the atmosphere over the Pacific Ocean. The precise re-entry time and location are not yet known with certainty.
 

#UARS Live!





ภาพถ่าย UARS

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

[รายงาน] ความคืบหน้า สอวน. ดาราศาสตร์


หลายๆ คนคงลุ่นกับผลสอวน. ดาราศาสตร์ ศูนย์จุฬาฯ ผมก็จะนำความคืบหน้ามาบอกกันครับ
FAIL

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

[พิเศษ] ดาวเทียมยูอาร์ส (UARS) จะตกลงสู่โลก [อัปเดตอีกรอบ]


โปรดอย่าตกใจ!

    วรเชษฐ์ บุญปลอด - สมาคมดาราศาสตร์ไทย
คัดลอกจาก http://thaiastro.nectec.or.th/news/2011/special/uars.html
อัปเดตใหม่ล่าสุด 23/9/2554!!!
ดาวเทียมยูอาร์ส
เทียบกับความสูงของมนุษย์โดยประมาณ
(ภาพดาวเทียมจาก NASA)
    ดาวเทียมขององค์การนาซาจะตกสู่โลกอย่างไร้การควบคุม คาดว่ามีชิ้นส่วนโลหะหลงเหลือกว่า 500 กิโลกรัม ตกลงสู่พื้นโลก มีโอกาสน้อยมากที่คนบนโลกจะได้รับอันตราย ขณะนี้คาดว่าอาจตกในวันที่ 22-24 กันยายน 2554 ยังไม่สามารถระบุจุดตกที่แน่นอนได้ -- บทความนี้จะปรับปรุงเป็นระยะ จนกระทั่งวันที่ดาวเทียมตก
ดาวเทียมยูอาร์ส
     ดาวเทียมวิจัยบรรยากาศชั้นบนหรือยูอาร์ส (Upper Atmosphere Research Satellite : UARS) เป็นดาวเทียมขนาด 4.5 × 11 เมตร หนัก 5.7 ตัน ที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา หรือองค์การนาซา ได้นำไปปล่อยในอวกาศเมื่อเดือนกันยายน 2534 โดยบรรทุกไปกับกระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี ภารกิจคือการสำรวจบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ ดาวเทียมทำงานอยู่ในวงโคจรรอบโลกที่ความสูงประมาณ 580 กิโลเมตร หลังจากสิ้นสุดภารกิจแล้ว ปลายปี 2548 นาซาได้ใช้เชื้อเพลิงที่เหลืออยู่บนดาวเทียม ดึงดาวเทียมลงมาที่วงโคจร 360 × 510 กิโลเมตร เหนือผิวโลก เพื่อปล่อยให้ค่อย ๆ ตกลงมาด้วยแรงต้านจากชั้นบรรยากาศ
นาซาเตือนยูอาร์สใกล้ตก
     วันที่ 9 กันยายน 2554 นาซาแถลงว่าดาวเทียมยูอาร์สจะตกในปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคม 2554 โดยปราศจากการควบคุม เนื่องจากไม่เหลือเชื้อเพลิงบนดาวเทียม พร้อมระบุว่ามีโอกาส 1 ใน 3,200 หรือ 0.03% ที่ชิ้นส่วนดาวเทียมจะตกใส่คนจนก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือล้มตาย นาซากล่าวว่าที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีรายงานที่ยืนยันได้ว่ามนุษย์ได้รับอันตรายจากการตกของชิ้นส่วนดาวเทียมหรือขยะอวกาศอื่นๆ เว็บไซต์ของแอโรสเปซระบุว่ามีสตรีคนหนึ่งในรัฐโอคลาโฮมา โดนชิ้นส่วนจรวดขนาด 6 นิ้ว ชนเข้าที่ไหล่เมื่อปี 2540 แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากถูกชนเบา ๆ แม้ความเสี่ยงจะต่ำมาก แต่นาซาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และกำลังเฝ้าติดตามดาวเทียมดวงนี้อย่างใกล้ชิด

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

บริวารใหม่ของพลูโต


นักดาราศาสตร์ค้นพบบริวารดวงใหม่ของดาวพลูโตเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งดวงจากการใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล
ก่อนหน้านี้ดาวพลูโตมีบริวารที่รู้จักเพียงสามดวง ได้แก่ คารอน นิกซ์ และ ไฮดรา นิกซ์กับไฮดราค้นพบในปี 2548 โดยกล้องฮับเบิลเช่นกัน คารอนถูกค้นพบในปี 2521
ตำแหน่งวงโคจรของบริวารดวงใหม่
อยู่ระหว่างนิกซ์และไฮดรา
บริวารดวงใหม่นี้มีชื่อชั่วคราวว่า พี 4 (P4) เป็นดวงที่เล็กที่สุดในบรรดาบริวารทั้งสี่ของพลูโต คาดว่ามีเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ในช่วง 13-34 กิโลเมตร เทียบกับบริวารดวงอื่นที่รู้จักก่อนหน้านี้ คารอน มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1,043 กิโลเมตร นิกซ์และไฮดรา มีเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 32-113 กิโลเมตร ส่วนวงโคจรอยู่ระหว่างวงโคจรของนิกซ์กับไฮดรา
ระบบดาวบริวารของพลูโตคาดว่าเกิดจากการพุ่งชนระหว่างพลูโตกับวัตถุขนาดใหญ่ระดับดาวเคราะห์ในช่วงต้นของระบบสุริยะ เศษดาวที่กระจัดกระจายออกจากแรงชนได้รวมตัวกันเป็นบริวารต่าง ๆ ในเวลาต่อมา

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ซูเปอร์โนวาแบบใหม่ สว่างกว่าแบบอื่น 10 เท่า


ซูเปอร์โนวาชนิดใหม่
สามในหกดวงที่ค้นพบ
ทางซ้ายคือภาพก่อนการระเบิด
ทางขวาคือภาพหลังการระเบิด
นักดาราศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ได้ค้นพบซูเปอร์โนวาชนิดใหม่ ที่มีความสว่างกว่าซูเปอร์โนวาทั่วไปถึง 10 เท่า
ย้อนหลังไปเมื่อปี 2550 รอเบิร์ต ควิมบี จากมหาวิทยาลัยเทกซัส ณ ออสติน ได้ค้นพบซูเปอร์โนวาดวงหนึ่ง มีความส่องสว่างกว่าดวงอาทิตย์ถึงหนึ่งแสนล้านเท่า และส่องสว่างกว่าซูเปอร์โนวาทั่วไป 10 เท่า ต่อมาได้ชื่อว่า 2005 เอพี (2005AP) ไม่เพียงแต่ความสว่างที่ผิดปกติแล้ว เมื่อศึกษาสเปกตรัมของซูเปอร์โนวานี้ยังพบความน่าพิศวงยิ่งกว่า เพราะไม่ปรากฏว่ามีร่องรอยของไฮโดรเจนอยู่เลย ทั้งที่ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่ปกติมีอยู่มากมายในซูเปอร์โนวาเกือบทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ดาวแปลกพวกสีน้ำเงินในใจกลางทางช้างเผือก

นักวิทยาศาสตร์ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลค้นพบดาวแปลกพวกสีน้ำเงินอยู่บริเวณใจกลางดาราจักรทางช้างเผือกเป็นครั้งแรก
ดาวฤกษ์ประเภทที่เรียกว่า "ดาวแปลกพวกสีน้ำเงิน" (blue straggler) มีชื่อพิลึกเช่นนี้เนื่องจากสมบัติที่ทำให้ดูเหมือนอายุน้อย ต่างจากดาวดวงอื่น ๆ ที่กำเนิดมาพร้อม ๆ กัน บางครั้งจึงมองได้ว่าเป็น "ดาวนอกคอก" นักดาราศาสตร์พบดาวประเภทนี้มาแล้วตามกระจุกดาวทรงกลมหลายแห่ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พบบริเวณใกล้แก่นของดาราจักรทางช้างเผือก

ต้นกำเนิดของดาวแปลกพวกสีน้ำเงินยังไม่ทราบแน่ชัด ทฤษฎีที่ยอมรับกันโดยทั่วไปอธิบายว่า ดาวประเภทนี้เกิดมาจากดาวคู่ เมื่อสมาชิกของดาวคู่ที่มวลมากกว่าวิวัฒน์นำหน้าดวงที่มวลต่ำกว่าและเริ่มขยายออก จะถ่ายเทมวลบางส่วนไปให้ดวงที่มวลต่ำกว่า กระบวนการนี้ ได้เติมเชื้อเพลิงและทำให้ดาวที่กำลังใหญ่ขึ้นเร่งปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ดาวจึงร้อนขึ้นและเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเหมือนกับดาวอายุน้อยมวลสูง

5 อันดับบทความยอดนิยมตลอดกาล